เว็บจังหวัด โครงการพระราชดำริ บ้านรวมไทย เทศกาลงานประเพณี กระดานข่าวท่องเที่ยว เก็บมาฝาก
ตั้งแต่ วันพฤหัสบดี ที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ หยุดการจัดระเบียบการเดินรถบ้านนาป่าแปก รวมทั้ง การจองที่พักราษฎรที่เข้าร่วมโครงการฯ, เต็นท์ และพื้นที่กางเต็นท์ :: นักท่องเที่ยว ที่ต้องการที่พักดังกล่าว ให้เดินทางเข้าพื้นที่ ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ประจำศูนย์โครงการจัดหมู่บ้านรวมไทย (ปางอุ๋ง) โดยตรง :: สำหรับการจองที่พักของศูนย์โครงการจัดหมู่บ้านรวมไทย ตามพระราชดำริ (หน้าริมอ่างเก็บน้ำ) ให้ติดต่อผ่านศูนย์ศิลปาชีพ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยตรง
หน้าหลักท่องเที่ยว
การเดินทาง
 
:: สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละอำเภอ ::
อำเภอเมือง
อำเภอปาย
อำเภอขุนยวม
อำเภอแม่สะเรียง
อำเภอแม่ลาน้อย
อำเภอสบเมย
อำเภอปางมะผ้า
 
:: ระบบสืบค้นข้อมูลร้านอาหาร ::
ร้านอาหารแต่ละอำเภอ
ประเภทร้านอาหาร
ประเภทร้านอาหารแต่ละอำเภอ
 
:: ระบบสืบค้นข้อมูลสถานที่พัก ::
สถานที่พักแต่ละอำเภอ
สถานที่พักตามประเภท
สถานที่พักจากอำเภอ/ประเภท
 
:: เว็บท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน ::
travelmaehongson.org
การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด
maehongsontravel.com
maehongsoncity.in.th
maehongsontntour.com
maesariang.com
chankalay.com
buatong.net76.net
 
:: แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัด ::
แผนที่จาก ททท.
GIS
 
:: แนะนำร้านอาหาร ::
มายเวย์พาราไดร์
 
:: แนะนำที่พัก ::
บ้านพรพงษ์
ริมธาร เรสสิเดนท์
ต้าเหล่าซือรักไทยรีสอร์ท
บ้านริมปายรีสอร์ท
Untitled Document

เทศกาลงานประเพณี

ปอยส่างลอง หรือ การบวชลูกแก้ว ของคนไต ปอยส่างลอง เป็นภาษาไทยใหญ่ ความหมาย ของคำสามารถ แยกได้ดังนี้

ปอย แปลว่า งานบุญ งานฉลอง หรือพิธี
ส่าง สันนิษฐานว่า อาจเพี้ยน มาจากคำว่า สาง ที่แปลว่า พระพรหม ซึ่งเป็นเทพที่ชาวไทยใหญ่ นับถือมาก โดยเรียกว่า ขุนสาง และ เรียกสามเณรว่าเจ้าสาง
ลอง มาจากคำว่า "อลอง" แปลว่า ประโพธิสัตว์ หรือหน่อพุทธางกูร แต่หมายถึง สภาวะที่กำลัง ก้าวเข้าสู่ชีวิต สามเณรได้ด้วย
รวมความแล้ว "ปอยส่างลอง" จึงหมายถึง พิธีงานบุญ ที่กำลังก้าว ไปสู่เพศสามเณร นั่นเอง แต่มีบางท่าน ให้คำจำกัดความ คำว่า "ส่างลอง" นั้น มาจากคำว่า "สำรอง" ซึ่งหมายถึง มีไว้หรือตระเตรียม ไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด
คนไตถือว่า การบรรพชา สารเณร หรือการอุปสมบท พระภิกษุนั้น เป็นงานบุญกุศล ของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ส่วนจะมี อานิสงส์ มากน้อยเพียงใด มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

ถ้าอุปสมบท บุตรตนเอง เป็นพระภิกษุ มีอานิสงส์ 16 กัลป์
ส่วนอุปสมบท บุตรผู้อื่น เป็นพระภิกษุ จะมีอานิสงส์ 8 กัลป์
หากได้บรรพชา บุตรเอง เป็นสามเณร มีอานิสงส์ 8 กัลป์
หรือบรรพชา บุตรผู้อื่น เป็นสามเณร จะมีอานิสงส์ 4 กัลป์
ผู้ที่เป็นพ่อแม่ ของสามเณร สังคม จะให้การยกย่อง เป็น พ่อส่าง แม่ส่าง
ส่วนพ่อแม่ ของพระภิกษุ จะถูกยกย่อง เป็น พ่อจาง แม่จาง
ชาวไทยใหญ่ ให้ความสำคัญ กับพิธีบรรพชา สามเณรมาก เพราะถือว่า เมื่อวัยเด็กยัง อ่อนต่อโลก เมื่อเป็นเพศสมณะ จะเป็นผู้สะอาด บริสุทธิ์ เปรียบเสมือน อัญมณีที่กำลังผ่าน การเจียระไน ดังนั้น พิธีปอยส่างลอง จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "การบวชลูกแก้ว"

ปอยส่างลอง หรือการบวชลูกแก้ว กำหนดไว้ว่า ควรเป็นเยาวชน ที่อายุระหว่าง 10 - 14 ปี อันเป็นวัย ที่อยู่ในช่วง ศึกษาเล่าเรียน จึงนิยมบวชกัน เป็นหมู่ในช่วงปิด เทอมใหญ่ ภาคฤดูร้อน ซึ่งก่อนนั้น มักกระทำกัน ในเดือนมีนาคม อันเป็นช่วง ที่ว่างเว้นจากการ ทำนาทำไร่ และอากาศ กำลังเย็นสบาย เหตุที่เปลี่ยนเป็น เดือนเมษายน ของทุกปี เพราะเงื่อนไข ทางการศึกษา เป็นเหตุผลสำคัญ

แต่ละปี งานปอยส่างลอง ใช้เวลาจัดประมาณ 3 - 7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ฐานะของเจ้าภาพ แต่ละราย แต่พิธีที่สำคัญจริง ๆ มีแค่ 3 วันเท่านั้น

วันแรก คือ วันรวมส่างลอง เด็กที่จะได้รับ การบรรพชาเป็นสามเณร นั้นพ่อแม่จะรับตัว ไปแต่งกาย ที่วัดใกล้บ้านตน เมื่อลูกแก้ว โกนผมแล้ว บรรดาญาติพี่น้อง ที่เป็นผู้หญิง จะมาช่วยทาหน้า เขียนคิ้ว แต่งตัวให้อย่าง ปราณีต

เริ่มจากการ วางมวยผม บนศีรษะที่เกลี้ยงเกลา โดยใช้เชือกแดง มัดให้แน่นปล่อยห้อย ลงมาเป็น 3 ชาย และโพกผ้าสีสวย สดคาดทับทิ้งชายผ้า โพกให้คลี่บานเป็นแบบ รูปพัดอยู่เหนือหูด้านขวา แซมด้วยดอกเอื้องคำ หรือดอกไม้อื่นๆก่อนนั้นนิยม ใช้ดอกไม้สด พอถึงยุคนี้ พากันหันมาใช้ ดอกไม้ประดิษฐ์ จากผ้าหรือกระดาษ เพราะรักษาง่าย ทนทาน ไม่โรยเร็ว และเก็บได้นาน

สำหรับ มวยผมบนศรีษะ หากได้เส้นผม ของผู้ให้กำเนิด ส่างลองได้ยิ่งดี ถือเป็นสิ่งมงคล สูงสุด หากเป็นลูกกำพร้า อาจหยิบยืม หรือเส้นผมของผู้มีพระคุณ ที่บวชให้มาใช้แทนก็ได้อาภรณ์ที่สวมใส่ เริ่มจากเสื้อผ้า คอกลมแขนยาว เดินลายด้วย ดิ้นเงินดิ้นทอง อย่างแพรวพราว นุ่งผ้า โจงกระเบนแบบ ทางภาคกลางยาว เกือบจรดพื้น มีชายเสื้อปล่อยห้อย ทับผ้านุ่ง แลดูคล้าย เจ้าชายในสมัยโบราณ

บริเวณแผ่นอกห้อย "แคบคอ" ซึ่งเป็นทองคำ เนื้อดีถูกตีแผ่ เป็นรูปแปดเหลี่ยมพิมพ์เป็น ลายนูนออกลวดลาย ต่างๆ บางทีเป็นรูป นกหงส์ก็มี ซึ่งอาจจะ หมายถึงหงสาวดี เมืองสำคัญ ในอดีตของไทยใหญ่ โดยส่างลองคนหนึ่ง จะห้อยประมาณ 5 - 9 แผ่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ฐานะของแต่ละครอบครัว วิธีการประดับ ใช้ผูกร้อยด้วยด้ายสีแดง เวลาสวมห้อยไว้ ด้านหน้า และผูกเงื่อน ไว้ด้านหลังประมาณ 1 - 2 เส้น

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ทำหน้าที่ แบกส่างลอง ไปมายัง สถานที่ต่างๆ ยกเว้นบนปะรำ พิธีหรือที่วัด เนื่องจาก มีความเชื่อว่า ส่างลอง มีความสำคัญ กว่าคนธรรมดา สามัญ ถึงแม้จะยังไม่ได้ บรรพชาเป็นสามเณร แต่ก็ได้ รับการยกย่อง เป็นสมมุติเทพ องค์หนึ่ง ดังนั้น เวลาเดิน ต้องคล้ายเหินเท้าจะแตะถูก พื้นดินไม่ได้ จึงต้องมีพี่เลี้ยง ที่ได้รับการแต่งตั้ง จากเจ้าภาพ คอยสอดส่องดูแล ส่างลอง บุคคลเหล่านี้ มีชื่อเรียกกันว่า "ตะแป" บทบาทของตะแป ส่างลองมี ความสำคัญมาก นอกจากต้อง รับน้ำหนักของส่างลอง อยู่บนบ่านาน ถึง 2 - 3 วัน ยังต้อง คอยระมัดระวัง ทรัพย์สินเครื่องประดับ อันมีค่าอีกด้วย จึงจำเป็นต้อง ใช้ตะแป หลายคนคอย ผลัดเปลี่ยน หน้าที่กัน บรรดาตะแป เหล่านี้ยังต้องมีหัวหน้า คอยควบคุม อีกคนหนึ่ง เพื่อให้บรรดา ตะแป สนุกอยู่ใน ขอบเขตมิให้แหวกแนว และป้องกัน การผิดพลาด

ในตอนสาย วันรวมส่างลอง บรรดาส่างลอง พอแต่งกายเสร็จ ตะแป จะแยกจากวัด แห่แหนไปตาม ถนนหนทาง เพื่อไปขอขมา ลาโทษผู้ใหญ่ และรับการให้ศีล ให้พรกับผูกข้อมือ ทั้งนี้ไม่จำกัด ว่าต้องเป็นญาติ ในหมู่ตน ชาวไทยใหญ่ เป็นชนกลุ่มน้อย จึงอยู่ด้วยการ เอื้ออารีต่อกัน แบบฉันท์พี่น้อง มีความรักใคร่ ปรองดองกัน ทุกคนเป็นญาติ กันหมดส่างลอง สามารถเข้าบ้านนั้น ออกบ้านนี้ ได้สะดวก บ้านใดที่ส่างลอง เข้าไปเยี่ยมเยือน ถือเป็นสิริมงคล เจ้าของบ้าน จะต้อนรับ อย่างเต็มที่ ด้วยการเตรียม น้ำดื่ม ขนม หมาก เมี่ยง พลู บุหรี่ มาเลี้ยงแขก มิให้ขาดตกบกพร่อง

วันที่สองวันแห่ครัวทาน ที่ยิ่งใหญ่ ตะแปจะพา ส่างลองทั้งหมด ออกไปแห่รอบๆ เมืองแม่ฮ่องสอน มุ่งสู่จุดหมาย ปลายทางที่วัด พร้อมด้วยเจ้าเมือง และขบวนฟ้อน ที่แต่งกายแบบ พื้นเมือง โดยมีดนตรีพม่า ช่วยขับกล่อมบรรเลง ตลอดเส้นทาง

ในค่ำคืนนั้น หลังจากที่ส่างลอง อาบน้ำเสร็จ พร้อมกับแต่งกาย ด้วยส่างลองชุดใหม่ เพื่อเข้าพิธีฮ้องขวัญ ซึ่งคล้ายกับการ ทำขวัญนาคของ ภาคกลาง ต่างกันที่สวดเป็น ภาษาไทยใหญ่ ในพิธี ผู้เป็นพ่อแม่ จะป้อนอาหาร 12 อย่าง ให้ส่างลอง รับประทานอัน หมายถึงความ อุดมสมบูรณ์ ของข้าวปลาธัญญาหาร ตลอดปี ของชาวไทยใหญ่ จากนั้นผู้เข้า ร่วมพิธีจะแยกย้าย กันกลับบ้านพักผ่อน

วันที่สาม การเข้าสู่พิธีบรรพชา
เช้ววันนี้ บรรดาตะแป จะแบกส่างลอง ไปทำการขอขมา ญาติผู้ใหญ่ต่อ หรือเรียกกันตาม ภาษาท้องถิ่นว่า "การกั่นตอ" จนกระทั่งถึง ในช่วงบ่าย จะมาชุมนุมกัน ที่วัดจองคำเพื่อ รอวันเวลาที่จะกระทำ พิธีบวชสามเณร

พระสงฆ์จากอารามต่างๆ ได้รับการนิมนต์ มาเป็นอุปัชฌาย์ ในงานนี้ ซึ่งมีจำนวนมากเพียงพอ กับส่างลอง เสียงกล่าวคำขอบวช ของเหล่าส่างลอง ดังก้องกระหึ่มไปทั่วบริเวณวัด ท่ามกลางที่ชุมนุมสงฆ์ เมื่อได้รับอนุญาต การบวชจึงมีการ รับจีวรจากบิดามารดา

ชั่วเวลาไม่นาน ชุดส่างลองอันสวยงาม ถูกเปลื้องออก พร้อมเครื่องประดับอันล้ำค่า เปลี่ยนมาเป็นนุ่งผ้าเหลือง ในเพศของสามเณรน้อย ที่สมบูรณ์หลังจาก ที่ได้รับศีลสิบแล้วนับแต่นี้ต่อไป จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสามเณรเพิ่มขึ้น อีกจำนวนหนึ่ง และได้พากันแยกย้าย ไปจำพรรษายังวัดอาราม ที่ใกล้กับภูมิลำเนา ของแต่ละคนต่อไป

ประเพณี ปอยส่างลองนี้ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด นั้นไม่ปรากฏ หลักฐานที่แน่ชัด ทราบแต่ว่า เป็นประเพณีเก่าแก่ ของชาวไทยใหญ่ โดยมีประวัติ ความเป็นมาดังนี้

ในสมัยพุทธกาล มีกษัตริย์อยู่พระองค์หนึ่ง ทรงครองราชสมบัติ โดยทศพิธราชธรรม มีโอรสอยู่องค์หนึ่ง มีพระนามว่า จิตตะมังชา ขณะที่มีพระชนมายุได้ 10 พรรษา พระบิดามีความปรารถนา จะให้ผนวชเป็นสามเณร แต่ก็มิได้บังคับ แต่อย่างใดฝ่ายจิตตะมังชา แม้จะยังเยาว์วัย แต่ก็มีพระทัย เลื่อมใสพระบวร พุทธศาสนา มีพระประสงค์ อยากบวชเป็นสามเณร จึงได้ขออนุญาต ต่อพระบิดาด้วยเหตุบังเอิญที่พระทัย ทั้งสองฝ่ายพ้องต้องตรงกัน จึงเกิดความปลื้ม ปีติยิ่งนัก พระบิดาจึงโปรดให้ จัดการฉลองอันยิ่งใหญ่ ให้สมเกียรติพระโอรส แห่งนครมีงาน เฉลิมฉลองติดต่อกัน ถึง 7 วัน 7 คืน และนำเจ้าชาย จิตตะมังชา มาผนวชกับ พระบรมศาสดา มีฉายาใหม่ว่า จิตตะมาแถ่ ด้วยจิตที่เลื่อมใส ต่อพุทธศาสนา ภายหลังต่อมา จึงบวชเป็น พระภิกษุสืบไป

2 ปีต่อมา พระพุทธองค์ ได้เสด็จมา ที่กรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อทรงเยี่ยม พระประยูรญาติ พระนางประชาบดี ซึ่งเป็นพระเจ้าน้า ได้ทรงถวายจีวร ทอด้วยเส้นใย ทองคำ 2 ผืน ผืนหนึ่งถวายแด่ พระพุทธองค์ ส่วนอีกผืนหนึ่ง นั้นให้ถวายกับสาวก ที่ตามเสด็จ โดยมิได้ เจาะจงเป็น รูปหนึ่งรูปใด บรรดาสาวก ไม่มีรูปใดกล้ารับ คงมีแต่ พระจิตตะ มาแต่องค์เดียว ที่เดินเข้าไป รับผ้าจีวร ทองคำผืนนั้น พระสาวกทั้งปวง ต่างติเตียน พระจิตตะมาแถ่ ที่ไปรับของ ที่เสมอกับ พระพุทธองค์พระบรมศาสดา ทราบเรื่องจึงโยนบาตร ขึ้นไปใน ห้องอากาศตรัสว่า

"ขอศิษย์ตถาคตทั้งหลาย จงนำบาตรลูกนั้น กลับคืนมา แก่เราด้วยเถิด"

บรรดาพระสาวกต่าง เหาะขึ้นไป เพื่อจะนำบาตร ลูกนั้นมาคืน แก่พระพุทธองค์ ปรากฏว่า จิตตะมาแถ่ เท่านั้นที่พุ่ง นำหน้าสาวก ทั้งปวงนำบาตร คืนมาได้ และได้มอบ ต่อพระศาสดา พระพุทธองค์ ตรัสแก่สาวก ทั้งหลายว่า

"บารมี พระจิตตะมาแถ่นี้ ได้สร้างสมมา เป็นเวลาช้านาน จึงสมควร ที่จีวรทองคำนั้นตกแก่เขา โดยชอบ และจิตตะมาแถ่ นี้คือพระหน่อพุทธางกูร ในอนาคตกาล"

จากตำนาน ความเชื่อเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของ ประเพณีบวชลูกแก้ว หรือปอยส่างลอง ของเมืองแม่ฮ่องสอน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ของชาวไทยใหญ่ ไม่สามารถ จะหาชมได้จาก ที่อื่นๆ